[Spoil] EXEcutional – 135 # FIRE MASK

ต่อจากตอนที่แล้ว พวกกลุ่มเวอร์มิลเลี่ยนที่ตามไวพจน์ขึ้นไปตามบันไดหอคอยก็มั่นใจสุดขีดว่างานนี้ไวพจน์ต้องเสร็จพวกเขาแน่ และในขณะที่ใกล้ถึงยอดหอนั้นกลุ่มเวอร์มิลเลี่ยนก็เจอกับอะไรบางอย่างที่กำลังพุ่งลงมาใส่ ทั้งสองคนที่คิดว่าเป็นมอนสเตอร์จากแผ่นพันธุกรรมแต่พอลองมองดูดีๆก็ไม่ใช่แต่เป็นขวานจำนวนมากที่ขว้างลงมาใส่

กลุ่มเวอร์มิลเลี่ยนที่สงสัยว่าขวานพวกนี้ขว้างมาได้ยังไง พอนึกถึงเจ้าหัวหน้าบาร์บาเรี่ยนก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้เพราะถูกเวอร์มิลเลี่ยนขโมยอาวุธมาหมดแล้ว วรดลก็เลยเดาว่าการที่พวกไวพจน์ถล่มเพดานก็เพื่อถ่วงเวลาเรียกพวกมาช่วยรุม พอคิดแบบนั้นแล้วก็เข้าล็อกว่าขวานพวกนี้ก็คือขวานจากกลุ่มบาร์บาเรี่ยนเอง เมื่อรู้แบบนี้ทั้งสองคนก็คิดว่าไวพจน์นั้นหมดน้ำยาแล้วแน่นอนทั้งคู่ก็เลยเตรียมตัวชาร์จพลังเต็มที่ขึ้นไปลุยถล่มพวกไวพจน์

แต่ทันทีที่ทั้งสองคนขึ้นมาถึงยอดหอกลับพบว่าห้องนั้นว่างเปล่าทางอื่นก็ไม่มีให้หนีนอกจากทางหน้าต่าง วรดลก็เลยลองมองออกไปดูก็พบเพียงหัวหน้าบาร์บาเรี่ยนเท่านั้นที่วิ่งหนีอยู่ข้างนอกไร้วี่แววไวพจน์ ทั้งสองคนที่แปลกใจที่ไม่เจอตัวไวพจน์ทั้งๆที่คิดว่าขึ้นมาแน่จากการที่โดนเล่นงานด้วยมอนสเตอร์พันธุกรรมในทางที่ขึ้นมา แต่ทันทีนั้นก็นึกขึ้นได้พร้อมกันถึงที่ไวพจน์น่าจะอยู่และก็ถูกต้องอย่างที่ทั้งสองคนคิด ไวพจน์นั้นได้ชิงมาจัดการโกสท์มาสเตอร์ไปเรียบร้อยแล้ว

ไวพจน์ที่ลงมือตามแผนสำเร็จเข้ามาจัดการโกสท์มาสเตอร์ด้วยแผ่นพันธุกรรมชุดสุดท้ายที่เหลือเพียงชุดเดียวที่ไวพจน์เก็บไว้เพื่อปราบโกสท์มาสเตอร์โดยเฉพาะ แต่กระนั้นโกสท์มาสเตอร์เองก็สงสัยว่าทำไมคนที่เข้ามาถึงเป็นไวพจน์ๆก็เลยตอบให้ว่าตัวเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะสู้กับกลุ่มเวอร์มิลเลี่ยนตั้งแต่แรกแล้วเพราะพวกมันเลเวลสูงกว่า

แผนการของไวพจน์ก็แค่ทำเหมือนสู้กับกลุ่มเวอร์มิลเลี่ยนให้ตายไปข้างและพอจัดการให้ห้องถล่มลงมาแล้วก็รีบวิ่งขึ้นบันไดในระหว่างที่กลุ่มเวอร์มิลเลี่ยนเสียเวลากับซากเพดาน และพอไวพจน์มาถึงชั้นกลางๆแล้วก็เอาแผ่นพันธุกรรมวางทิ้งไว้สองชุดแล้วก็เปลี่ยนเส้นทางตรงมายังห้องโกสท์มาสเตอร์เลย ส่วนกลุ่มเวอร์มิลเลี่ยนที่วิ่งตามมาเพื่อหลอกล่อให้คิดว่าไวพจน์วิ่งอยู่ชั้นบนก็เลยใช้สกิลรีโมทซัมม่อนเรียกมอนสเตอร์ให้คิดว่าอยู่ชั้นบนเพื่อเผด็จศึก และในขั้นสุดท้ายเพื่อย้ำความเชื่อว่าพวกไวพจน์อยู่ข้างบนจริงๆไวพจน์ก็ให้กลุ่มบาร์บาเรี่ยนที่เรียกมาก่อนตั้งแต่แรกทิ้งอาวุธไว้ที่ชั้นบนแล้วก็ให้มาสมบทกับไวพจน์ที่ห้องโกสท์มาสเตอร์ เพราะฉะนั้นก็เหลือเพียงหัวหน้าบาร์บาเรี่ยนที่อยู่ชั้นบนเพียงคนเดียวปาขวานที่พรรคพวกทิ้งไว้ให้หลอกกลุ่มเวอร์มิลเลี่ยนในขั้นสุดท้าย

ด้วยเหตุนี้ไวพจน์จึงสามารถเข้ามาฆ่าโกสท์มาสเตอร์ได้โดยไม่โดยกลุ่มเวอร์มิลเลี่ยนตลบหลังด้วย และด้วยสกิลอีกอย่างสำหรับนักตัดต่อพันธุกรรมเลเวลสูงของไวพจน์ที่ชื่อว่า “DISTILL GENE” ที่สามารถใช้สกิลนี้ฝังไว้กับมอนสเตอร์เป้าหมายเมื่อมอนสเตอร์ตัวนั้นตายก็จะ drop แผ่นพันธุกรรมนั้นมาทันที

กลุ่มเวอร์มิลเลี่ยนที่เจ็บใจสุดๆที่พลาดโดนไวพจน์หลอกเอาแถมยังฆ่าโกสท์มาสเตอร์ไม่ได้ตามที่ตั้งใจก็เลยคิดจะตามไปเก็บไวพจน์ซะแต่ไวพจน์ก็ขู่ทันทีด้วยแผ่นพันธุกรรมโกสท์มาสเตอร์ที่ไวพจน์ได้มาครอบครองว่าหากเวอร์มิลเลี่ยนไม่รักชีวิตจะสู้กับโกสท์มาสเตอร์อีกรอบก็ตามสบายไวพจน์ไม่ขัดแต่อย่างไร ด้วยเหตุนี้โกสท์มาสเตอร์จึงถูกไวพจน์และกลุ่มบาร์บาเรี่ยนปราบไปได้ในที่สุดได้ทั้ง EXP จำนวนมากและไอเทมดีๆอีกมากมาย จบการเล่าเรื่องของไวพจน์ให้กองกำลังวินเชสเตอร์ฟัง

พรรคพวกกองกำลังที่ได้ฟังก็ดีใจกันใหญ่ที่ในที่สุดไวพจน์ก็ได้โกสท์มาสเตอร์มาใช้ด้วยก็เลยคิดว่าไวพจน์คงตรงกลับมาที่นี่เลย แต่ไวพจน์ก็บอกว่าเปล่าเพราะที่เล่าไปนั้นผ่านมาร่วมอาทิตย์แล้วพรรคพวกก็เลยเข้าไปรุมยำไวพจน์ที่มัวทพอะไรอยู่ถึงไม่มาทันที ไวพจน์ก็เลยบอกว่าเพราะมัวไปชดใช้ให้พรรคพวกอื่นๆที่ตอนแรกตกลงกันไว้ว่าจะปราบโกสท์มาสเตอร์ด้วยกันแต่ก็อดเพราะกลุ่มเวอร์มิลเลี่ยน ไวพจน์ก็เลยต้องอยู่ที่ลาพิวต้าต่อเพราะถูกใช้งานจากกลุ่มพวกนั้นทดแทนทั้งลุยดันเจี้ยนลุยMISSION แต่กระนั้นพวกบาร์บาเรี่ยนที่เข้าไปปราบด้วยกันก็โดนไวพจน์ลากไปช่วยด้วยในฐานะผู้ร่วมผลประโยชน์

ถึงจะได้คำตอบกระจ่างว่าทำไมถึงมาช้าแต่ก็ยังสงสัยกันอีกอย่างถึงเรื่องยานอวกาศที่ไวพจน์ใช้มาแต่ไวพจน์ก็บอกเลยว่าไม่ได้ใช้ยานอวกาศนั่งมาเลย คนอื่นๆก็เริ่มสงสัยว่าแล้วไวพจน์มาได้ยังไงไวพจน์ก็เลยเอาใบปลิวขึ้นมาให้ทุกคนดูและในใบปลิวนั้นก็คือโฆษณาบริการทรานสปอร์เตอร์ข้ามดาวเครื่องแรกของจักรวาล เสียแต่ค่าใช้บริการนั้นแพงหูฉี่

แต่ในใบปลิวนั้นก็มีลงรูปหน้าของคนที่สร้างอยู่เจ้าเป็ดที่เห็นแล้วก็รู้สึกคุ้นๆแต่เจ้าวันเดอร์ที่จำได้อย่างดีก็เลยบอกว่านั้นคือเจมส์ที่เคยอยู่หมู่บ้านคัลไซต์เอง พอรู้แบบนี้เจ้าเป็ดก็เลยลองติดต่อไปถามสาวนิรนาม(เมื่อไรจะได้รู้ชื่อสักที T-T) สาวนิรนามก็ตอบให้อย่างที่เจ้าเป็ดจำได้ เครื่องทรานสปอร์เตอร์นี้เจมส์กับวัตสันช่วยกันสร้างขึ้นมาเองแถมตอนนี้พวกเจมส์ก็กลายเป็นคนสำคัญในอาชีพนักประดิษฐ์ของดาวลาพิวต้าไปแล้ว เจ้าเป็ดก็เลยถามต่อว่าสมาชิกหมู่บ้านคัลไซต์ยังอยู่พร้อมหน้ากันรึเปล่า สาวนิรนามก็บอกว่าเปล่าเพราะตอนแรกก็ไปไหนมาไหนด้วยกันดีอยู่แต่เพราะเลเวลที่สูงกว่า70+กันยกทีมก็เลยเลเวลไม่คืบหน้า สุดท้ายก็เลยต้องแยกกันไปผจญภัย

แล้วระหว่างที่คุยกันอยู่นั้นจู่ๆก็มีเสียงดังมาจากทางฝั่งสาวนิรนามจนเจ้าเป็ดสงสัยว่าเสียงอะไร สาวนิรนามก็บอกว่าเป็นเสียงที่จะได้ยินวันละครั้งสองครั้งแต่ก็คิดว่าเจ้าเป็ดที่เคยอยู่ลาพิวต้าก็น่าจะเคยได้ยินแต่เจ้าเป็ดก็บอกเลยว่าไม่เคยทำให้สาวนิรนามสงสัยเพราะทุกคนบนดาวลาพิวต้าตอนนี้ต่างได้ยินกันหมดทั่วทั้งดาวแต่ก็ไม่รู้ว่าต้นเสียงนั้นมาจากไหน

แล้วจู่ๆฝั่งเจ้าเป็ดก็ได้ยินเสียงนั้นอีกรอบจนตกใจเลยถามสาวนิรนามว่าไหนบอกว่าวันละครั้งสองครั้งแต่สาวนิรนามก็บอกเลยว่าไม่ได้มาจากทางเธอเจ้าเป็ดก็เลยงง แต่ตอนนั้นเองที่คนอื่นๆในกองกำลังก็เริ่มเข้าไปชุมนุมกันด้วยความสงสัยเจ้าเป็ดก็เลยเข้าไปดูกับเข้าด้วย

ทุกคนที่มารวมตัวกันเพราะได้ยินเสียงบางอย่างแต่เพราะรู้ต้นเสียงก็เลยมาดูกัน ตอนแรกต่างก็คิดว่าบอสบุกแต่พอดูกันดีๆก็เห็นว่าไม่ใช่แต่เป็นคนๆหนึ่ง พวกอัษฏาก็เลยรีบลงไปดูก่อนใครแล้ว และคนๆนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น หน้ากากไฟเยอร์ เอง

พวกอัษฎาและคนอื่นๆอีก 7-8 คนรวมถึงไวพจน์ก็เข้ามาหาหน้ากากไฟเยอร์โดยเตรียมพร้อมระวังตัวกันเต็มที่ แต่หน้ากากไฟเยอร์ก็บอกเลยว่าเขาไม่ใช่ GM หรือทหารจักรวรรดิแต่เป็นนักเดินทางธรรมดาเท่านั้น พอลองตรวจสอบดูก็เห็นว่าจริงตามที่หน้ากากไฟเยอร์พูดคือไม่ได้สังกัดกลุ่มใดๆเลย ชื่อก็คือหน้ากากไฟเยอร์จริงๆแถมเลเวลก็ไม่ได้สูงเท่าไรอัษฎาก็เลยถามวัตถุประสงค์ที่หน้ากากไฟเยอร์มาแต่ก็ยังคอยระวังตัวอยู่เพราะเห็นหน้ากากไฟเยอร์เข้ามาแทรกแซงการต่อสู้ของพวกเขากับ GM ได้ก็คิดว่าพลังของหน้ากากไฟเยอร์ไม่ธรรมดาแน่

ด้านหน้ากากไฟเยอร์ที่ก็คิดว่าไม่แปลกที่พวกอัษฎาจะใช้เครื่องตรวจสอบเห็นแค่ว่าชื่อหน้ากากไฟเยอร์ นั้นเพราะเขาได้จ้างนักเปลี่ยนแปลงประวัติด้วยเงินก้อนโตมาก็เลยทำให้ไม่มีใครรู้ตัวจริง

จากนั้นหน้ากากไฟเยอร์ก็ตอบคำถามของอัษฎาที่เข้าไปแทรกแซงการต่อสู้กับ GM นั้นเพราะแค่เขาผ่านมาเฉยๆแล้วเห็นกำลังสู้กันอยู่ก็เลยนึกสนุกขอร่วมวงด้วย แต่ก็ขอโทษทุกคนที่ทำใหขวัญกระเจิงกันแต่นั้นก็ทำให้ทุกคนรู้สึกโมโหหน้ากากไฟเยอร์ขึ้นมาตะงิดๆ แต่อัษฎาก็ถามอีกครั้งหนึ่ง

อัษฎา: ตกลงนายต้องการอะไร
อัษฎา: ถ้าคิดจะสู้กันที่นี่ล่ะก็
หน้ากากไฟเยอร์: ฉันจะให้พวกแกยืมพลังของฉัน
หน้ากากไฟเยอร์: สนใจรับฉันเข้ากองกำลังมั้ย?
ทุกคน: (หา~ !!!)

เจอหน้ากากไฟเยอร์ขอเข้าร่วมกลุ่มอย่างคาดไม่ถึงทีทุกคนก็เลยต้องรีบปรึกษากันทันทีและรีบติดต่อถามมัจฉาแต่ก็พอดีว่ามัจฉาฟังมาตลอดตั้งแต่ต้นและคำตอบของมัจฉาก็คือ..

???: เค้าบอกว่าให้รับเข้ากลุ่มมาเลย
ทุกคน: เอ๋~!!

สรุปกองกำลังวินเชสเตอร์จึงได้หน้ากากไฟเยอร์มาร่วมกลุ่มด้วยอีกคน

อีกด้านหนึ่งทางด้านกานดา กานดาก็พึ่งเปิดหีบสมบัติได้เครื่องตรวจหากับดักมาสดๆร้อนๆก็เลยรีบเอามาให้ปิ่นดูทันที แต่ปิ่นก็บอกให้ทิ้งๆไปเลย(ไม่ต้องบอกคงรู้ว่ารูปร่างเครื่องตรวจหากับดักนั้นเป็นไง)

จบตอน

3 Responses

  1. ขอบคุณมากครับ

  2. มีแซว GT200 ด้วย คิคิ

  3. สุดยอดชอบสุดๆเลยเรื่องนี้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: