[Spoil] Bleach – 397 Edge of the Silence

Credit Text Spoil : Drake
เปิดตอนมาต่อจากตอนที่แล้วที่ไอเซ็นอ้างหน้าตาเฉยว่าการต่อสู้หลายครั้งที่ผ่านมาของอิจิโกะนั้นล้วนแต่เต้นอยู่บนฝ่ามือตัวเอง คำกล่าวอ้างของไอเซ็นสร้างความตื่นตะลึงให้อิจิโกะเป็นอย่างมาก (ตะลึงขนาดหน้ากากไวเซิร์ดสลายหลุดไปจากหน้ายังไม่รู้สึกนั่นเลย) จนอิจิโกะถึงกับทนไม่ได้ต้องแผดเสียงถามดังลั่นว่าไอ้ที่พูดมาเมื่อกี้หมายความว่ายังไง
แทนที่จะตอบทันที ไอเซ็นกลับแกล้งยกนิ้วขึ้นทำท่าจุ๊ปากเป็นเชิงปรามว่าอย่าขึ้นเสียงให้มัน ดังนัก เมื่อเห็นอิจิโกะเริ่มสงบลงแล้ว ไอเซ็นก็พูดต่อว่า อิจิโกะคือ วัตถุดิบชั้นเลิศที่ตัวเขาเฝ้าค้นหามานาน และเนื่องจากแน่ใจว่าอิจิโกะคือสิ่งนั้นจริงๆ ไอเซ็นจึงช่วยเหลืออิจิโกะ ให้อิจิโกะได้มีโอกาสฝึกฝีมือจนแข็งแกร่งขึ้น นั่นแหละคือสิ่งที่เขาอยากจะพูด

“ไม่คิดว่ามันแปลกบ้างรึ?” ไอเซ็นเริ่มขยายความเมื่อเห็นสีหน้ากังขาของอิจิโกะ “ทั้งเรื่องที่เจ้า ถูกฮอลโลว์โจมตีทันทีที่ได้พบกับคุจิกิ ลูเคีย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นเจ้าไม่เคยเจอกับฮอลโลว์จังๆ หน้าเลยสักครั้ง ทั้งเรื่องที่เมนอสกรังเด้ปรากฏตัวออกมาตอนที่เจ้าควินซี่นั่นโปรยเหยื่อล่อ ฮอลโลว์ออกไป ทั้งการที่คุจิกิ ลูเคียซึ่งในตอนนั้นไม่น่าจะมีใครจับพลังวิญญาณได้ กลับถูกพบตัวในจังหวะเดียวกับที่เจ้าเริ่มคุ้นเคยกับพลังยมทูตพอดี ทั้งการที่อาบาราอิ เร็นจิ ซาราคิ เคมปาจิ หรือคุจิกิ เบียคุยะต่อสู้กับเจ้าขณะอยู่ในสภาพที่พลังของเจ้าทัดเทียมกับพลังของพวก เขา”

พูดถึงตรงนี้ เจ้าแห่งอธรรมก็หรี่ตาลงมองอิจิโกะอย่างชั่วร้าย แล้วพูดเน้นเสียงปิดท้ายว่า

“ไม่เคยคิดเลยรึว่ามันผิดปกติ?”

คำ ถามของไอเซ็นทำเอาอิจิโกะถึงกับยืนเซ่อ ใบหน้าดุดันเปลี่ยนเป็นซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้างฉายแววตื่นตระหนกอย่างไม่ปิดบัง

“คิดว่าทั้งหมด นั่นเป็นการพบกันโดยชะตากรรมอย่างนั้นรึ?” หัวหน้ายมทูตกบฏเอ่ยปากต่อ ทำเอาอิจิโกะอดรนทนไม่ได้ต้องครางออกมา

“เดี๋ยวก่อน…”

“คิดว่าการโจมตีเหล่านั้นเป็นเรื่องบังเอิญอย่างนั้นรึ?”

“…เดี๋ยวก่อนสิ…”

เสียงครางดัง ขึ้นเป็นคำรบสอง น้ำเสียงยิ่งฟังดูสิ้นหวังกว่าเก่า แต่เจ้าแห่งอธรรมไม่คิดจะนำพา ยังคงย้ำหัวตะปูต่อไป

“คิดว่าชัย ชนะในการต่อสู้เหล่านั้นเป็นผลจากความพยายามของตัวเจ้าเองอย่างนั้นรึ?”

ถึงตรงนี้อิจิโกะก็ทนฟังต่อไปไม่ไหว เขาปราดเข้าหาไอเซ็นพร้อมเงื้อดาบที่อาบด้วยคลื่นพลังสีดำสนิทฟาดฟันใส่ ทันที ไอเซ็นตวัดดาบฟาดสวนครั้งเดียวก็สกัดดาบอิจิโกะไว้อยู่ แรงปะทะมหาศาลทำเอาคลื่นพลังที่อาบรอบตัวดาบถึงกับหลุดกระจายออกไปรอบทิศ อิจิโกะฉวยโอกาสอาศัยแรงปะทะจากการฟาดฟันดาบ ส่งคมดาบของตนให้พุ่งเข้าใส่ใบหน้าไอเซ็น

แต่ไอเซ็นก็ยังคงรับไว้ ได้ ซ้ำยังไม่ใช่รับด้วยดาบ แต่รวบจับไว้แน่นด้วยมือเปล่าๆ ไร้อาวุธหรือเครื่องป้องกันใดๆ …นอกจากพลังกดดันวิญญาณที่มหาศาลเหนือกว่ายมทูตระดับหัวหน้าหน่วยหลายเท่า เท่านั้น

“…อย่าทำท่าสิ้นหวังนักสิ” อดีตนายเหนือแห่งหน่วย 5 แกล้งปั้นเสียงปลอบโยน “อำนาจของเจ้าไม่น่าจะแค่ระดับนี้ไม่ใช่รึ”

ว่า จบก็ปล่อยมือจากดาบของอิจิโกะง่ายๆ แล้วเอ่ยปากถามกลับ “ไม่เชื่อที่ข้าพูดงั้นรึ”

“…แน่อยู่แล้ว…!” อิจิโกะตอบกลับแทบจะทันที

“แต่นี่คือ ‘ความจริง’ “ ไอเซ็นยังคงย้ำคำเดิม

“โกหก!!” อิจิโกะแผดเสียง ใบหน้าซีดเผือดเปลี่ยนเป็นแดงจัดด้วยอารมณ์เดือดดาล “บอกว่าการต่อสู้ ทั้งหมดของชั้นเกิดขึ้นเพราะแกงั้นเรอะ!? จะบอกว่าแกเป็นคนจัดฉากงั้นเรอะ!? เรื่องพรรค์นั้นใครมันจะยอมเชื่อ!! ก่อนหน้านี้แกเคยพูดเองไม่ใช่เรอะ ว่า ‘ตอนที่ตัวแกหาตัวลูเคียพบ ก็คือหลังจากที่ลูเคียหายสาบสูญไปในโลกมนุษย์’ แต่ตอนนี้แกกลับมาบอกว่า ‘รู้จักชั้นมาตั้งแต่ตอนที่ชั้นพบกับลูเคียแล้ว’ แบบนี้มันขัดกันเองไม่ใช่รึไง!!”

“พูดอะไรน่าหัวเราะจริงนะ” ไอเซ็นตอบกลับทันควัน น้ำเสียงเยือกเย็นแฝงแววเยาะน้อยๆ “เมื่อกี้เจ้า ก็พูดเองไม่ใช่รึว่าข้า ‘โกหก’ ข้า ‘เชื่อถือไม่ได้’ ทั้งๆ ที่บอกกับปากตัวเองแท้ๆ ว่าเมื่อครู่นี้ข้าพูดโกหก แล้วเหตุใดจึงคิดว่าคำพูดของข้าในตอนนั้นไม่ใช่คำโกหกล่ะ?”

เจอ ย้อนแบบนี้เล่นเอาอิจิโกะถึงกับพูดอะไรไม่ออก ฝ่ายไอเซ็นเมื่อเห็นอิจิโกะนิ่งไปก็เริ่มกดดันอิจิโกะด้วยคำพูด โดยแกล้งบอกว่า ไม่จำเป็นต้องฝืนนักก็ได้ ในโลกนี้ไม่มีเรื่องจริงหรือเรื่องโกหกตั้งแต่แรกอยู่แล้ว มีแต่ความเป็นจริงอันโหดร้ายเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น ทุกสิ่งที่อยู่บนโลกนี้ก็ยังมีชีวิตอยู่โดยสำคัญผิดคิดว่า “ความจริง” ที่ส่งผลดีกับตนเองเท่านั้นคือ “ความจริง” เพราะไม่รู้จักวิธีใช้ชีวิตอื่นใดนอกเหนือจากนั้น

“แต่สำหรับ เหล่าผู้ไร้พลังที่ครอบครองกว่าครึ่งค่อนของโลกใบนี้แล้ว ‘ความจริง’ ที่ส่งผลร้ายต่อการยอมรับของตนเองนั่นแหละ คือความเป็นจริงที่แท้”

คำ พูดของไอเซ็นคล้ายค้อนด้ามใหญ่ กระหน่ำลงบนศีรษะของอิจิโกะอย่างไม่ปราณีปราศรัย บังคับให้เด็กหนุ่มต้องก้มหัวงุดทุกครั้งที่อีกฝ่ายเอ่ยปากพูด ทีท่าแข็งกร้าวดุดันจากการปะทะทั้งดาบทั้งคารมกันเมื่อครู่หายไปจนสิ้น

เหลือแต่ความสับสน เคว้งคว้าง ไม่เข้าใจว่าความจริงที่แท้คืออะไร…เพียงเท่านั้น…

“เจ้ารู้ความจริงทั้งหมดแน่รึ” ราชาแห่งวังรัตติกาลเริ่มกระบวนการหลอนอิจิโกะต่อ “ใครเป็นผู้ทำให้คุจิ กิ ลูเคียได้รับภารกิจขึ้นไปประจำอยู่บนโลกมนุษย์ ใครเป็นผู้ติดตั้งเครื่องมือสำหรับค้นหาพลังกดดันวิญญาณในชุดอุปกรณ์เครื่อง มือของอาบาราอิ เร็นจิ ใครเป็นผู้ส่งข้อมูลเส้นทางการบุกเข้าโซล โซไซตี้ของพวกเจ้าให้พวกรองหัวหน้าหน่วย”

ไอเซ็นเว้นระยะตรงนี้ เล็กน้อย แล้วจึงพูดต่อ

“และคิดว่าในช่วงเวลากว่าร้อยปีที่โฮเคีย คุเสร็จสมบูรณ์เป็นต้นมา…ข้าจะไม่สามารถเข้าถึงที่ซ่อนของโฮเคียคุได้ จริงๆ รึ?”

หลังสิ้นสุดคำพูดของไอเซ็น ก็บังเกิดความเงียบอันหนักอึ้งปกคลุมบรรยากาศรอบด้าน กดทับทั้งร่างกายและจิตใจของอิจิโกะจนไม่อาจขยับตัวได้

เนิ่นนานให้ หลัง อิจิโกะจึงค่อยเอ่ยปากทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนั้น

[]b”… ขอถามนาย…แค่ข้อเดียว…”[/b] น้ำเสียงของเด็กหนุ่มกลายเป็นแหบพร่าน่าสมเพช “เมื่อกี้นายบอกสินะ ว่านายแน่ใจว่าชั้นใช่วัตถุดิบชั้นยอดที่นายตามหาอย่างแน่นอน” พูดถึงตรงนี้ อิจิโกะก็เงยหน้าขึ้นด้วยดวงตาเป็นประกายกร้าวเหมือนหมาจนตรอกที่กำลังสิ้น หวัง แล้วถามว่า “ทำไมกัน…อะไรทำให้นายแน่ใจได้ถึงขนาดนั้น…ถ้านาย เฝ้ามองชั้นมาตั้งแต่ตอนที่ชั้นเจอกับลูเคียจริง งั้นช่วยบอกชั้นที นายแน่ใจเรื่องนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่…!?”

“…ตั้งแต่แรกแล้ว” ไอเซ็นตอบเรียบๆ โดยไม่หันหน้าไปมองอิจิโกะ

“…อย่ามาพูดพล่อยๆ นะ…” อิจิโกะเข่นเสียงเมื่อได้ฟังคำตอบเหมือนตอบส่งๆ ของอีกฝ่าย

“ไม่ เข้าใจหรือไง ที่ข้าบอกว่า ‘ตั้งแต่แรกแล้ว’ น่ะ” เจ้าแห่งความชั่วร้ายย้ำคำเดิมอีกครั้ง หากคราวนี้กลับเน้นเสียงหนักกว่าเดิมมากมาย ก่อนจะหันมาจ้องมองอิจิโกะด้วยสายตาเรียบเย็นจนอ่านไม่ออก แล้วพูดช้าๆ ชัดๆ แต่เน้นทีละคำอย่างน่ากลัว

“ตั้งแต่ตอนที่เจ้าเกิดมา ข้าก็รู้จักเจ้าแล้ว”

น้ำเสียงของไอเซ็นเรียบเฉยราวกับกำลังพูด เรื่องสามัญที่สุด ไม่ใช่เรื่องใหญ่ชนิดคอขาดบาดตายอย่างเนื้อหาของคำพูดแม้แต่น้อย แต่สำหรับอิจิโกะแล้ว เสียงเรียบเฉยนั้นกลับเหมือนสายฟ้าฟาดเปรี้ยงเข้าไปถึงมโนสำนึก ตรึงร่างของเด็กหนุ่มให้ยืนนิ่งราวรูปปั้น

ความตื่นตะลึงทั้งหมดที่ เด็กหนุ่มได้สัมผัสมานับแต่สงครามเริ่มขึ้น เทียบไม่ได้เลยกับความตื่นตะลึงในครั้งนี้

“เจ้าคือตัวตนพิเศษนับ ตั้งแต่วินาทีที่เกิดมา” หัวหน้ายมทูตกบฏกล่าวต่อไป “เพราะเจ้าคือ ยมทูตกับ——–“*

ทว่าก่อนจะทันพูดประโยคสุดท้ายจบ สายตาอันว่องไวของไอเซ็นก็เหลือบเห็นประกายดาบสายหนึ่งสาดวาบขึ้นเหนือศีรษะ ของตนในระยะประชิด เจ้าแห่งอธรรมเอี้ยวคอเล็กน้อย หลบคมดาบนั้นพ้นไปฉิวเฉียด ก่อนจะทอดสายตาเยือกเย็นมองเจ้าของคมดาบที่บัดนี้กระโจนพรึ่บออกมายืนขวาง ระหว่างเขากับอิจิโกะในชั่วพริบตา

ภาพร่างที่ทำให้อิจิโกะตกตะลึงจน ตาเบิกค้าง…

เพราะผู้ที่ยืนขวางหน้าเขาอยู่นั้น คือ “คุโรซากิ อิชชิน” บิดาผู้ติงต๊องบ้าๆ บอๆ แถมยังพลังวิญญาณอ่อนที่สุดในบ้านคนนั้นนั่นเอง หากสิ่งที่ทำให้อิจิโกะตะลึงกลับไม่ใช่การปรากฏตัวของป๊ะป๋าที่ควรจะนอนหลับ แอ้งแม้งอยู่ในเมืองคาราคุระของจริง

แต่เป็นชุดยมทูตพร้อมปลอก แขนกับเศษซากคล้ายเสื้อคลุมหัวหน้าหน่วยที่ผู้เป็นบิดาสวมอยู่นั่นต่างหาก!!

ยมทูต หนุ่มใหญ่แยกเขี้ยวยิ้มอย่างดุร้าย ดวงตาเป็นประกายกร้าว ก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำอย่างน่ากลัว

“ชักจะพูดมากไป หน่อยแล้วนะ ไอเซ็น”

จบตอน
ปล. ประโยคสุดท้ายที่ไอเซ็นพูดค้างไว้ (ที่ผมทำดอกจันไว้นั่นแหละครับ) ความหมายมันค่อนข้างจะคลุมเครือมากๆ เพราะพี่แกเล่นตัดประโยคตรงที่ยากจะตีความที่สุดด้วย เพราะงั้นอาจไม่ถูกต้องสมบูรณ์นักก็ได้ ยังไงก็คงต้องรอจนกว่าไอเซ็นจะมาเติมครึ่งสุดท้ายของประโยคให้จบหลังจากนี้ ไปละนะครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: